Health Stories

Health Stories

ปี : 2014 |

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเกิดขึ้นได้อย่างไร? ในคนปกติ เมื่อรับประทานอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ แป้งจะถูกย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระเพาะอาหารและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงานของร่างกาย โดยอาศัยฮอร์โมนจากตับอ่อนที่ชื่อว่า “อินซูลิน” เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายแล้วเผาผลาญเป็นพลังงาน แต่ในผู้เป็นเบาหวาน น้ำตาลในเลือดไม่สามารถถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานได้ โดยอาจเกิดจาก

1.ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ หรือสร้างได้น้อยลง

2.อินซูลินที่สร้างได้ไม่มีประสิทธิภาพในการพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ เนื่องจากเซลล์
มีการตอบสนองต่ออินซูลินลดลง (มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน)

 

ทั้งสองสาเหตุทำให้ร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสเป็นพลังงานได้ ทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าค่าปกติ  เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงอย่างเรื้อรัง จึงเกิดอาการของโรคเบาหวานได้

ประเภทของเบาหวาน

1.       เบาหวานชนิดที่ 1 มักพบในเด็กและคนอายุน้อย เกิดจากการที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเท่านั้น

2.       เบาหวานชนิดที่ 2 มักพบในผู้ใหญ่ เป็นประเภทที่พบได้มากที่สุด เกิดจากการที่ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้น้อยลง หรืออินซูลินที่สร้างขึ้นไม่มีประสิทธิภาพในการพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ หรือเกิดทั้งสองอย่างร่วมกัน

3.       เบาหวานเกิดระหว่างการมีครรภ์ ในสตรีที่ไม่เป็นเบาหวานก่อนการมีครรภ์

4.       เบาหวานจากสาเหตุอื่น เช่น โรคของตับ  โรคทางพันธุกรรม โรคเนื้องอกของต่อมหมวกไตที่สร้างฮอร์โมน เป็นต้น

อาการและอาการแสดง

1.       ปัสสาวะบ่อยและมากโดยเฉพาะช่วงกลางคืน  เกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าความสามารถในการดูดซึมกลับของไต จึงมีน้ำตาลออกมากับปัสสาวะ ซึ่งจะดึงน้ำตามมาด้วย

2.       คอแห้ง กระหายน้ำ และดื่มน้ำมาก จากการสูญเสียน้ำไปกับปัสสาวะที่มากขึ้น

3.       หิวบ่อย รู้สึกอ่อนเพลีย เพราะร่างกายมีน้ำตาลแต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้

4.       กินจุ แต่น้ำหนักลด เนื่องจากร่างกายเอาน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงต้องสลายไขมันและกล้ามเนื้อไปใช้เป็นพลังงานแทน

5.       แผลจะหายยาก เนื่องจากเชื้อโรคต่างๆ เจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่มีน้ำตาลสูง

6.       คันตามผิวหนัง ติดเชื้อราได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่องคลอดของผู้หญิง

7.       ชาตามปลายมือปลายเท้า    เนื่องจากน้ำตาลที่สูงทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสียไป

8.       ตามัว จากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง และในกรณีที่เป็นมานานและควบคุมได้ไม่ดีพออาจตามัวจากการมีเบาหวานขึ้นตา

 

ผู้ใดมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน?

1.       มีประวัติในครอบครัว ญาติสายตรงเป็นเบาหวาน (บิดา มารดา พี่ น้อง บุตร)

2.       อ้วนและไม่ออกกำลังกาย ไขมันที่พุงทำให้การตอบสนองของเนื้อเยื่อร่างกายต่ออินซูลินไม่ดี (Metabolic syndrome)

3.       ผู้สูงอายุ

4.       ตับอ่อนได้รับการกระทบกระเทือน เช่น ตับอ่อนอักเสบจากการดื่มสุรา, มะเร็งตับอ่อน เป็นต้น

5.       การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น หัด หัดเยอรมัน คางทูม

6.       ได้รับยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะ ยาคุมบางชนิด ทำให้มีการสร้างน้ำตาลจากตับมากขึ้น หรือการตอบสนองของอินซูลินที่กล้ามเนื้อและเซลล์ไขมันไม่ดี

7.       หญิงมีครรภ์ทุกราย โดยเฉพาะผู้ที่อายุมากกว่า 25 ปี (อายุครรภ์ระหว่าง 24-28 สัปดาห์) ฮอร์โมนที่สร้างจากรก ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน จนบางครั้งตับอ่อนผลิตอินซูลินเพิ่มเติมได้ไม่เพียงพอ หากเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือคลอดบุตรน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 3 กก., เคยแท้งหรือบุตรตายตอนคลอด โอกาสเกิดเบาหวานระหว่างการมีครรภ์ หรือเบาหวานชนิดที่ 2 ในภายหลังจะสูงขึ้น

8.       ระดับน้ำตาลขณะอดอาหารเช้าอยู่ระหว่าง 100-125 มก./ดล. หรือมีความทนต่อน้ำตาลบกพร่อง (2 ชม.หลังกินน้ำตาลกลูโคส 75 มก. เจาะน้ำตาล อยู่ระหว่าง 140-199 มก./ดล.)

9.       ความดันโลหิต สูงกว่า 140/90 มม.ปรอท หรือได้ยาลดความดัน เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2

10.   มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ สูงกว่า 250 มก./ดล. หรือมี HDL-C น้อยกว่า  35 มก./ดล.

 

 

เกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคเบาหวาน

1.       ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารเช้าอย่างน้อย 8 ชม. หากพบระดับน้ำตาลมากกว่าหรือเท่ากับ 126 มก./ดล*

2.       กรณีมีอาการโรคเบาหวานชัดเจน (อดอาหารหรือไม่อดก็ได้) ระดับน้ำตาลที่ได้ มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มก./ดล.*

3.       กรณีสงสัยว่าเป็นเบาหวาน แต่ระดับน้ำตาลขณะอดอาหารเช้า น้อยกว่า 126 มก./ดล. ตรวจโดยการดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม
แล้วเจาะเลือดก่อนดื่มและ
2 ชม.หลังดื่ม พบว่า

 

2 ชม.หลังดื่มน้ำตาลกลูโคส

น้อยกว่า 140 มก./ดล.

ปกติ

140-199 มก./ดล.

บกพร่องต่อการคุมน้ำตาล มีโอกาสเกิดเบาหวานในภายหลัง

มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มก./ดล.

เป็นเบาหวาน

4.       ตรวจระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะลม (HbA1C) ได้ 6.5%

หมายเหตุ*กรณีค่าตรวจที่ได้ผิดปกติ จะต้องตรวจยืนยันซ้ำอีกครั้งด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งในวันถัดไป ถ้าผิดปกติอีกจึงถือว่าเป็นเบาหวาน